Last updated: 6 มีนาคม 2024
คุณเคยเจอปัญหาภาวะหลั่งเร็ว เสร็จเร็ว (Premature ejaculation) มั้ยครับ? ผมมั่นใจเลยครับว่าท่านชายเกือบทุกท่านรวมถึงผมเองด้วยจะต้องเคยประสบปัญหานี้มาอย่างน้อยสองสามครั้งในชีวิตทั้งหมดของเรา ถ้าอาการหลั่งเร็ว เสร็จเร็ว ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยก็คงจะไม่เป็นปัญหามาก แต่กลับกัน ถ้ามันเกิดขึ้นกับคุณบ่อยๆ และสร้างปัญหาให้กับคู่ของคุณ คุณจะแก้ปัญหานี้อย่างไร? บทความนี้จะพูดถึงการรักษาโรคหลั่งเร็ว เสร็จเร็วเบื้องต้นด้วยตัวเองนะครับ

ก่อนจะเข้าเรื่อง เราต้องทราบคำจำกัดความของโรคหลั่งเร็ว เสร็จเร็ว (Premature ejaculation) กันก่อนครับ มีองค์กรจำนวนมากพยายามให้คำจำกัดความโรคนี้ด้วยคำพูดต่างๆ กัน แต่ทั้งหมดมีความหมายง่ายๆ ดังนี้ "ภาวะไม่สามารถควบคุมการถึงจุดสุดยอดจนทำให้เกิดการหลั่งอสุจิออกมาก่อนที่ควรจะเป็น” โรคหลั่งเร็ว เสร็จเร็ว (Premature ejaculation) มีคำจำกัดความหลากหลาย ดังตัวอย่างต่อไปนี้
คำจำกัดความของการหลั่งเร็ว
- องค์การอนามัยโลก (WHO) อธิบายโรคหลั่งเร็ว เสร็จเร็ว (Premature ejaculation) ว่า "ภาวะไม่สามารถชะลอการหลั่งได้นานพอที่จะรื่นรมย์ไปกับการกิจกรรมทางเพศ ซึ่งแสดงออกโดยการหลั่งอสุจิไม่นานหลังจากเริ่มมีเพศสัมพันธ์หรือการหลั่งเกิดขึ้นทันทีโดยไม่มีการแข็งตัวที่เพียงพอที่จะมีเพศสัมพันธ์ได้”
- สมาคมแพทย์ทางเดินปัสสาวะแห่งสหรัฐอเมริกา (AUA) ให้คำจำกัดความไว้ว่า "หลั่งเร็ว เสร็จเร็วกว่าที่ต้องการ อาจจะยังไม่ทันสอดใส่หรือทันทีหลังจากที่สอดใส่ ซึ่งก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานกับคู่นอนคนใดคนหนึ่งหรือทั้งคู่"

มาเข้าเรื่องการแก้ไขภาวะหลั่งเร็ว เสร็จเร็ว (Premature ejaculation) ด้วยตัวเองกันดีกว่าครับ ตามข้างล่างนี้เลย
- เปิดใจและพูดคุยกับคู่ของคุณอย่างจริงใจ – มีงานวิจัยทางการแพทย์ชัดเจนว่าความไม่เข้าใจกันหรือความสัมพันธ์ที่ไม่ดีระหว่างผู้ป่วยและคู่นอนอาจนำไปสู่ภาวะหลั่งเร็ว เสร็จเร็ว (Premature ejaculation) การดูแลเอาใจใส่และทำความเข้าใจกันมากขึ้นสามารถภาวะนี้ดีขึ้นได้
- สังเกตสิ่งที่ทำให้ภาวะหลั่งเร็ว เสร็จเร็ว (Premature ejaculation) แย่ลงหรือดีขึ้น - การจิบไวน์สักแก้วอาจจะยืดระยะเวลากิจกรรมทางเพศหรือบางครั้งการใช้ยาบางตัวจะทำให้ภาวะนี้แย่ลง
- เทคนิคหยุดกิจกรรมทางเพศเป็นระยะๆ (Start-Stop technique) – เทคนิคนี้ถูกเสนอเมื่อ 50 กว่าปีที่แล้ว วิธีนั่นง่ายมาก ผู้ชายต้องแจ้งคู่นอนให้หยุดการกระตุ้นอวัยวะเพศจนกว่าสภาวะตื่นเต้นจะหายไป จากนั้นค่อยเริ่มการกระตุ้นอีกครั้ง สามารถทำวนซ้ำแล้วซ้ำอีกได้เรื่อยๆ จนกว่าจะพอใจ
- เทคนิค “บีบหัวองคชาต” – เมื่อท่านชายเริ่มเข้าใกล้จุดสุดยอด ให้คู่นอนบีบระหว่างปลายองคชาตและแกนองคชาต จนกว่าการแข็งตัวของอวัยวะเพศจะลดลง สามารถทำซ้ำแล้วซ้ำอีกตามความพอใจ
- การออกกำลังกาย – การออกกำลังกายเป็นประจำสามารถเพิ่มสารสื่อประสาทเซโรโทนิน (Serotonin) ซึ่งสามารถยืดระยะเวลาการหลั่งได้ มีงานวิจัยทางการแพทย์ยืนยันว่าการออกกำลังกายระดับปานกลาง เช่น การวิ่ง การปั่นจักรยาน ต่อเนื่องนานกว่า 30 นาทีอย่างน้อย 5 ครั้งต่อสัปดาห์ช่วยแก้ภาวะหลั่งเร็ว เสร็จเร็ว (Premature ejaculation) ได้อย่างมีนัยสำคัญ
- การใช้ถุงยางอนามัย – ถุงยางอนามัยสามารถลดความไวต่อความรู้สึกของปลายอวัยวะเพศได้ นอกจากนี้ ผู้ผลิตถุงยางอนามัยหลายรายยังเพิ่มสารหล่อลื่นที่มีคุณสมบัติลดความรู้สึก ส่งผลให้ระยะเวลากิจกรรมทางเพศยาวนานขึ้น
- ยาชาใช้ทาอวัยวะเพศ – ยาชาเฉพาะที่ เช่น Lidocaine ทาที่ส่วนปลายและก้านขององคชาต 10 – 15 นาทีก่อนกิจกรรมทางเพศจะช่วยยืดระยะเวลาการหลั่งได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดดังนี้
- ล้างยาชาออกก่อนที่จะสอดใส่ เนื่องจากมีรายงานว่าทำให้คู่นอนเกิดอาการชาไปด้วย
- ต้องเริ่มมีกิจกรรมทางเพศทันที เนื่องจากมีรายงานว่าจะทำให้อวัยวะอ่อนตัวอย่างรวดเร็วถ้าไม่มีการเร้า และยากต่อการทำให้แข็งตัวได้อีกครั้ง
ที่ผมกล่าวมาทั้งหมดคือ 7 วิธีในการแก้ปัญหาภาวะหลั่งเร็ว เสร็จเร็ว (Premature ejaculation) หากยังพบปัญหาอยู่ ลองส่งข้อความมาหา ผม หรือปรึกษาหมอทางเดินปัสสาวะที่คุณไว้ใจครับ





หัวข้อ สุขภาพของผู้ชาย
Medically written & reviewed by: Dr. Soarawee Weerasopone (Dr. Pom) — Board-Certified Urologist, Bangkok Hospital Headquarters. International Fellow: Baylor College of Medicine (USA) · Juntendo University (Japan) · Chang Gung Memorial Hospital (Taiwan).

Dr. Soarawee Weerasopone (Dr. Pom) is a board-certified urologist at Bangkok Hospital Headquarters, specializing in Men’s Health, Robotic Surgery (Da Vinci System), and Kidney Stone treatment. He has completed international fellowships at Baylor College of Medicine (USA), Juntendo University Hospital (Japan), and Chang Gung Memorial Hospital (Taiwan). All medical content on this site is written and reviewed by Dr. Soarawee based on his clinical experience and international training.





