อัปเดตล่าสุด: 18 พฤษภาคม 2026

อัปเดตล่าสุด: May 5, 2026

นพ. สรวีร์ วีระโสภณ — ศัลยแพทย์ยูโรวิทยาที่ได้รับการรับรองจากแพทยสภา กรุงเทพ ประเทศไทย

สรวีร์ วีระโสภณ ศัลยแพทย์ยูโรวิทยา Urologist

โรงพยาบาลกรุงเทพสำนักงานใหญ่ ซอยศูนย์วิจัย

โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีราชา ชลบุรี

ติดต่อ LINE

สำหรับผู้ชายหลายคน ภาวะซึมเศร้าไม่ใช่เพียงแค่ความรู้สึก "หม่นหมอง" ธรรมดา — แต่เป็นการรวมตัวอย่างหนักหน่วงของอารมณ์ซึมเศร้าที่เรื้อรัง ความคิดในแง่ลบ และความอ่อนล้าทางร่างกาย แม้ว่ายาต้านเศร้ามาตรฐานจะเป็นแนวทางการรักษาหลัก แต่กลับให้ผลเพียงเล็กน้อยในผู้ป่วยบางราย และ ประมาณ 30% ของผู้ป่วยไม่ได้รับการบรรเทาอาการอย่างยั่งยืน แม้จะลองใช้ยาหลายชนิดแล้วก็ตาม

Testosterone Therapy and Depression in Men — 6 key findings from 2019 JAMA Psychiatry meta-analysis: tested on 1,900+ men, cuts depression by 50% or more, works like antidepressants, effective even in normal-T men, results in 3 to 6 weeks. Summary by Dr. Soarawee Weerasopone, urologist at Bangkok Hospital
การบำบัดด้วยฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนกับภาวะซึมเศร้า — 6 ข้อค้นพบสำคัญจากการงานวิจัยขนาดใหญ่ (Meta-Analysis) ในวารสาร JAMA Psychiatry ปี 2019

ระหว่างที่ผมศึกษาในฐานะแพทย์นักวิจัย (Fellowship) ณ Baylor College of Medicine ภายใต้การกำกับดูแลของ Professor Mohit Khera ท่านมักจะย้ำเตือนผมเสมอว่า ระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนที่ต่ำสามารถเป็นสาเหตุที่ซ่อนเร้นของภาวะซึมเศร้าในผู้ชายได้ — และนี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผมตั้งใจเขียนบทความนี้ขึ้นมา

ในฐานะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเพศชาย ผมมักย้ำเตือนผู้ป่วยอยู่เสมอว่า ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนเป็นมากกว่า "ฮอร์โมนเพศ" เพียงอย่างเดียว — แต่เป็นฮอร์โมนระดับระบบที่ส่งผลต่ออารมณ์ พลังงาน และการทำงานของสมอง ในบทความก่อนหน้า ผมได้อธิบายไว้แล้วว่าเหตุใด เทสโทสเตอโรนจึงเปรียบเสมือนบารอมิเตอร์ที่สะท้อนสุขภาพโดยรวมของผู้ชาย และจากการศึกษาขนาดใหญ่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร JAMA Psychiatry ปี 2019 บ่งชี้ว่า "บารอมิเตอร์เทสโทสเตอโรน" นี้ อาจเป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยส่งเสริมสุขภาพจิตของผู้ชายด้วยเช่นกัน

ผลการศึกษาที่ค้นพบ

คณะนักวิจัยได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลจากการศึกษาทางคลินิกจำนวน 27 ฉบับ ครอบคลุมผู้ชายเกือบ 1,900 ราย เพื่อตรวจสอบว่าการรักษาด้วยฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนจะสามารถช่วยบรรเทาอาการซึมเศร้าได้หรือไม่ ผลการศึกษาได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร JAMA Psychiatry และพบว่าผลลัพธ์ที่ได้นั้นน่าตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง

1. ได้ผลจริง

การศึกษาพบว่าการรักษาด้วยฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนมีความสัมพันธ์กับการลดลงของอาการซึมเศร้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนมีโอกาสมากกว่าถึงสองเท่าที่คะแนนวัดอาการซึมเศร้าจะลดลงในระดับมีนัยสำคัญ (ลดลง 50% หรือมากกว่า) เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก ซึ่งผลลัพธ์ดังกล่าวเทียบเคียงได้กับประสิทธิผลของยาต้านเศร้าหลายชนิดที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

2. ขนาดยาที่สูงพออาจเป็นกุญแจสำคัญ

ประโยชน์จากการรักษาจะเห็นได้ชัดเจนที่สุดเมื่อผู้ป่วยได้รับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนในขนาดที่สูงเพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การรักษาจะยังคงมีนัยสำคัญทางคลินิกเมื่อให้ในขนาดมากกว่า 0.5 กรัม (500 มิลลิกรัม) ต่อสัปดาห์

3. ไม่ได้ใช้ได้แค่ในผู้ที่มี "ภาวะเทสโทสเตอโรนต่ำ" เท่านั้น

ที่น่าประหลาดใจคือ ผลในการต้านอาการซึมเศร้านั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนเดิมของผู้ป่วยก่อนเริ่มการรักษา โดยพบว่าทั้งกลุ่มผู้ป่วยที่มีภาวะพร่องฮอร์โมนเพศชาย (Hypogonadal — ระดับเทสโทสเตอโรนต่ำกว่าเกณฑ์ทางคลินิก) และกลุ่มที่มีระดับฮอร์โมนปกติ (Eugonadal) ต่างมีอาการดีขึ้น เช่นเดียวกันกับผู้ป่วยทั้งในกลุ่มอายุน้อยและกลุ่มสูงวัย

Man experiencing depression and low mood — testosterone therapy may help alleviate symptoms in men

ปลอดภัยและใช้งานง่ายหรือไม่?

Man exercising — lifestyle and fitness complement testosterone therapy for better mental health

สรุปประเด็นสำคัญ

แม้ว่าฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนจะยังไม่ใช่การรักษา "มาตรฐาน" สำหรับภาวะซึมเศร้าในปัจจุบัน แต่หลักฐานเชิงประจักษ์นี้บ่งชี้ว่าฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนสามารถเป็นการรักษาเสริม (Adjunct Therapy) ที่มีประสิทธิภาพ — ใช้ร่วมกับการรักษาอื่น ๆ — สำหรับผู้ชายที่กำลังต่อสู้กับปัญหาทางอารมณ์ ทั้งนี้ ผู้ป่วยแต่ละรายมีความแตกต่างกัน และการบำบัดด้วยฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน (Testosterone Therapy — TTh) ควรเริ่มต้นภายใต้การกำกับดูแลของศัลยแพทย์ยูโรวิทยาหรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเพศชายเท่านั้น พร้อมการตรวจทางห้องปฏิบัติการและการติดตามผลอย่างเหมาะสม

หากคุณเป็นผู้ชายที่มีอายุมากกว่า 40 ปี และกำลังประสบกับอาการอารมณ์ดิ่งเรื้อรัง ความเหนื่อยล้า ภาวะหมอกในสมอง (Brain Fog) หรือการสูญเสียแรงจูงใจในการใช้ชีวิต — และยาต้านเศร้าตามมาตรฐานไม่ได้ช่วยให้อาการดีขึ้นอย่างเต็มที่ — อาจถึงเวลาที่ควรตรวจระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนของคุณ "บารอมิเตอร์" ภายในร่างกายของคุณอาจกำลังส่งสัญญาณบอกบางสิ่งที่สำคัญอยู่ก็ได้

ระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนของคุณ อาจเป็นชิ้นส่วนที่หายไปของปริศนาสุขภาพจิตหรือไม่?

“หากคุณกังวลเกี่ยวกับระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนของคุณ นพ. สรวีร์ ให้คำปรึกษาที่เป็นส่วนตัวที่โรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ นัดหมายปรึกษาแพทย์.”

คำถามที่พบบ่อย

Q1: การบำบัดด้วยฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนช่วยรักษาภาวะซึมเศร้าได้จริงหรือไม่?

ได้ครับ — การศึกษาวิจัยขนาดใหญ่ (Meta-Analysis) ในวารสาร JAMA Psychiatry ปี 2019 ที่รวบรวมข้อมูลจากการศึกษาทางคลินิก 27 ฉบับ ครอบคลุมผู้ชายเกือบ 1,900 ราย พบว่าการรักษาด้วยฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนมีความสัมพันธ์กับการลดลงของอาการซึมเศร้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยผู้ป่วยที่ได้รับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนมีโอกาสมากกว่าประมาณสองเท่าที่คะแนนวัดอาการซึมเศร้าจะลดลง 50% หรือมากกว่า เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก — ผลลัพธ์ดังกล่าวเทียบเคียงได้กับยาต้านเศร้ามาตรฐานหลายชนิดที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

Q2: จำเป็นต้องมีภาวะฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนต่ำหรือไม่ ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนจึงจะช่วยปรับอารมณ์ได้?

ไม่จำเป็นครับ — หนึ่งในข้อค้นพบที่น่าสนใจที่สุดของการศึกษาในวารสาร JAMA Psychiatry คือ ผลในการต้านอาการซึมเศร้าของฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนพื้นฐานของผู้ป่วย โดยพบว่าทั้งกลุ่มผู้ป่วยที่มีภาวะพร่องฮอร์โมนเพศชาย (Hypogonadal — ระดับเทสโทสเตอโรนต่ำกว่าเกณฑ์ทางคลินิก) และกลุ่มที่มีระดับฮอร์โมนปกติ (Eugonadal) ต่างมีอาการดีขึ้น เช่นเดียวกันกับผู้ป่วยทั้งในกลุ่มอายุน้อยและกลุ่มสูงวัย อย่างไรก็ตาม การรักษาควรได้รับการปรับให้เหมาะสมเป็นรายบุคคล (Individualized Treatment) และอยู่ภายใต้การติดตามดูแลโดยศัลยแพทย์ยูโรวิทยาเท่านั้น

Q3: การบำบัดด้วยฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนใช้เวลานานเท่าใดจึงจะช่วยปรับอารมณ์ให้ดีขึ้น?

ผู้ป่วยแต่ละรายมีการตอบสนองต่อการรักษาที่แตกต่างกัน แต่จากการศึกษาพบว่าผู้ป่วยบางรายเริ่มเห็นอาการซึมเศร้าดีขึ้นได้ภายในเวลาเพียง 3 ถึง 6 สัปดาห์ โดยผลในการรักษาพบได้ในทุกรูปแบบของการบริหารยา ทั้งเจลทาผิวหนัง (Transdermal) การฉีดเข้ากล้ามเนื้อ (Intramuscular Injection) และยารับประทาน ทั้งนี้ การให้ยาในขนาดที่สูงขึ้นแสดงผลในทางคลินิกที่ชัดเจนยิ่งกว่า

Q4: ฉันควรหยุดยาต้านเศร้าและเปลี่ยนมาใช้การบำบัดด้วยฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนแทนหรือไม่?

ไม่ครับ — การบำบัดด้วยฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนไม่ใช่การรักษาทดแทนยาต้านเศร้ามาตรฐานหรือการทำจิตบำบัด หลักฐานทางการแพทย์ในปัจจุบันสนับสนุนบทบาทของฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนในฐานะการรักษาเสริม (Adjunct Therapy) สำหรับผู้ชายที่มีอาการซึมเศร้าเรื้อรัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใช้ร่วมกับการดูแลรักษาแบบองค์รวม ทั้งนี้ ควรปรึกษาทั้งศัลยแพทย์ยูโรวิทยาและจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตทุกครั้ง ก่อนเปลี่ยนแปลงแผนการรักษาใด ๆ

เรียบเรียงและตรวจสอบความถูกต้องทางการแพทย์โดย: นพ.สรวีร์ วีระโสภณ (หมอปอม) — ศัลยแพทย์ยูโรวิทยา โรงพยาบาลกรุงเทพสำนักงานใหญ่
แพทย์นักวิจัยและประสบการณ์ระดับนานาชาติ: Baylor College of Medicine (สหรัฐอเมริกา) · Juntendo University (ญี่ปุ่น) · Chang Gung Memorial Hospital (ไต้หวัน)

ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: เนื้อหานี้เขียนและตรวจสอบโดย นพ.สรวีร์ วีระโสภณ ศัลยแพทย์ยูโรวิทยา โรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ทางการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการแพทย์ กรุณาปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพที่มีคุณสมบัติเหมาะสมก่อนเริ่มการรักษาใดๆ เสมอ

เขียนและตรวจสอบโดย: นายแพทย์สรวีร์ วีระโสภณ (หมอปอม) — ศัลยศาสตร์ยูโรวิทยา โรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ ได้รับทุนแพทย์ศึกษาต่อระดับนานาชาติที่ Baylor College of Medicine (สหรัฐอเมริกา) · Juntendo University (ญี่ปุ่น) · Chang Gung Memorial Hospital (ไต้หวัน).

thไทย

ค้นพบเพิ่มเติมจาก Dr. Soarawee Weerasopone — Urologist Bangkok

สมัครสมาชิกตอนนี้เพื่ออ่านต่อและเข้าถึงเอกสารฉบับเต็ม

อ่านต่อไป