อัปเดตล่าสุด: 6 มีนาคม 2024
“ทำไมเราถึงต้องวัดปัสสาวะค้าง?” เป็นคำถามที่คนไข้จำนวนไม่น้อยถามผม เมื่อเราเจอกันที่คลินิกทางเดินปัสสาวะ ซึ่งเป็นหัวข้อที่เราจะมาคุยกันในวันนี้ครับ อาการปัสสาวะผิดปกติเกิดได้จากหลากหลายสาเหตุโดยหนึ่งในสาเหตุ คือการที่กระเพาะปัสสาวะไม่สามารถบีบไล่น้ำปัสสาวะออกได้หมด เป็นผลให้เกิดน้ำปัสสาวะค้างแม้ว่าจะปัสสาวะเสร็จแล้ว

ในอดีตเรามีวิธีการวัดปัสสาวะค้างที่ค่อนข้างน่ากลัวสำหรับคนไข้ นั่นคือการใช้สายยางสวน ปัสสาวะทันทีหลังจากให้คนไข้ปัสสาวะเองตามปกติหลังจากนั้นเราจะนำปัสสาวะที่ได้จากการสวนไปตวงเพื่อวัดปริมาตรปัสสาวะค้างที่แท้จริง เป็นความโชคดีในปัจจุบันที่มีเครื่องมืออัลตราซาวด์ที่สามารถใช้วัดปัสสาวะค้างได้อย่างแม่นยำโดยไม่ต้องสวนปัสสาวะ

อย่างไรก็ตามเครื่องมืออัลตราซาวด์ก็ยังมีข้อเสียอยู่บ้าง ดังต่อไปนี้
- การวัดค่าปัสสาวะค้างที่มากกว่าความเป็นจริง เนื่องจากคนไข้ไม่ได้ทำการวัดปัสสาวะค้างทันทีหลังจากปัสสาวะเสร็จ - เวลาในอุดมคติคือต้องวัดปัสสาวะค้างไม่เกิน 10 นาทีหลังจากปัสสาวะเสร็จเพราะความจริงที่ว่าน้ำปัสสาวะมีการผลิตตลอดเวลา ยิ่งเวลานานไปปัสสาวะในกระเพาะปัสสาวะจะค่อยๆ มากขึ้น
- ข้อจำกัดของเครื่องมืออัลตราซาวด์เอง - โดยปกติเครื่องมืออัลตราซาวด์แต่ละยี่ห้อจะมีมาตรฐานรองรับแต่ทั้งนี้การวัดผลก็มีความผิดพลาดได้บ้างครับ
ต่อไปเราจะมาคุยเกี่ยวกับค่าปกติของปัสสาวะค้างครับ
Residual urine ปัสสาวะค้าง ในผู้ใหญ่
- ปริมาณปัสสาวะค้างที่น้อยกว่า 50 mL ถือเป็นค่าปกติของคนทั่วไป
- ปริมาณปัสสาวะค้างที่มากกว่า 200 mL ถือว่าผิดปกติครับ
Residual urine ปัสสาวะค้าง ในเด็ก
- ปริมาณปัสสาวะค้างที่มากกว่า 20 mL ถือว่าผิดปกติครับ

Residual urine ปัสสาวะค้าง ในผู้สูงอายุ
- เรายอมรับปริมาณปัสสาวะค้างในผู้สูงอายุ ที่ 50 ถึง 100 mL

หลังจากตรวจพบปริมาณปัสสาวะค้างเกินค่าปกติ เราจะคิดถึงสาเหตุหลายๆ สาเหตุ เช่นปัญหาจากเส้นประสาท ปัญหาจากแรงบีบตัวของกล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะเอง ปัญหาจากยาประจำตัวอื่นๆ การติดเชื้อหรือการอักเสบอื่นๆ ปริมาณปัสสาวะค้างมากกว่า 100 mL เป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงของโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะครับ
ปริมาณปัสสาวะค้างสามารถช่วยในการวินิจฉัยโรคปัสสาวะผิดปกติได้เป็นอย่างดี หากคุณมีข้อสงสัยใดใดลองปรึกษากับคุณหมอทางเดินปัสสาวะที่คุณไว้ใจ หรือลองทักผมมาก็ได้ครับ
คุณสามารถเยี่ยมชม Homepage ผมได้ครับ ที่นี่!
ขอบพระคุณสำหรับทุกคำชมครับ
เขียนและตรวจสอบโดยแพทย์: นายแพทย์โสระวี วีระโสภณ (หมอปอม) — แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินปัสสาวะ, โรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ Fellowship นานาชาติ: Baylor College of Medicine (สหรัฐอเมริกา) · Juntendo University (ญี่ปุ่น) · Chang Gung Memorial Hospital (ไต้หวัน).

ดร. เสาวรีย์ วีระโสภณ (หมอปอม) เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินปัสสาวะ ประจำโรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ เชี่ยวชาญด้านสุขภาพบุรุษ, การผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ (ระบบ Da Vinci), และการรักษาโรคนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ ท่านสำเร็จการศึกษาต่อเฉพาะทางในระดับนานาชาติที่ Baylor College of Medicine (สหรัฐอเมริกา), Juntendo University Hospital (ญี่ปุ่น), และ Chang Gung Memorial Hospital (ไต้หวัน) เนื้อหาทางการแพทย์ทั้งหมดบนเว็บไซต์นี้เขียนและทบทวนโดย ดร. เสาวรีย์ โดยอิงจากประสบการณ์ทางคลินิกและการฝึกอบรมในระดับนานาชาติของท่าน.

